สวัสดีปีใหม่ครับ ถึงแม้ว่าจะผ่านมาแล้ว 4 วันก็เถอะ ช่วงปีใหม่นี้ผมกลับบ้านครับ ได้พักผ่อน แต่ก็ไม่กี่วันเองก็ต้องกลับมาเรียนต่อ = =
 
อนึ่ง ผมเขียนบล็อกมาได้เดือนเศษๆ ก็มีคนเข้ามาอ่านมากมายจนนับไม่ถ้วนเลย (ที่นับไม่ถ้วนเพราะไม่มีให้นับเลยต่างหาก ฮืออ)
 
เดือนมกราคม เดือนแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ผมมีแนวความคิดที่แตกต่างออกไป นั่นคือการทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาตลอดปี และเพื่อให้เกี่ยวกับบล็อคนี้ ใช่ครับ ผมจะจัดอันดับหนังในดวงใจจากที่ผม ได้ไปดูมาแล้ว ตลอดปี และจะทำการรีวิวหนังที่ติดอันดับให้อ่านตลอดเดือนนี้ด้วย ติดตามรอชมครับ :)
 
10 อันดับหนังในดวงใจของ Plutimus ประจำปี 2012
 
อันดับ 10 ไม่ได้ขอให้มารัก (It Gets Better)
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นหนังที่เสนอเรื่องดราม่าของเพศที่ 3 ที่นานๆ ทีจะมีให้ดูในประเทศไทย การปสดงของนักแสดง การกำกับภาพที่ค่อนนข้างสวยด้วยศิลปะ กอปรกับเนื้อเรื่องที่ไม่ซ้ำ ทำให้ค่อนข้างชอบพอประมาณเลยครับ :3
 
อันดับ 9 Real Steel
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : ชอบฮิวจ์ แจ๊คแมนครับ หล่อมาก :3 (เหตุผลสั้นไปนะ ฮ่า)
 
อันดับ 8 The Impossible
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : สึนามิสมจริงมากครับ ดูแล้วหดหู่เวอร์ คือมันลุ้นมาก ลุ้นจนแบบ เหนื่อยเลยครับ :3
 
อันดับ 7 007 : Skyfall
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นหนังสายลับที่ดิบและมันส์มากในรอบปี กับความคลาสสิคและมีเอกลักษณ์ที่หลายๆ คน ต่างก็พากันชาบูบูชากันทั้งนั้น :3
 
อันดับ 6 The Avengers 3D
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นหนังที่แปลกมากอีกเรื่องนึง เพราะเป็นหนังที่จัดเต็มซุปเปอร์ฮีโร่ไว้เยอะที่สุดในโลก ณ ขณะนี้แล้ว กับการถล่มเมืองอย่างบ้าคลั่ง ฮวากกกก :3
 
มาถึง Top 5 กันแล้วนะครับ :)
 
อันดับ 5 The Adventures of Tintin 3D
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นการ์ตูนเก่าแก่ที่เอามาทำภาพใหม่ให้สวยสุด สมจริงสุด เนื้อเรื่องสนุกมาก ไล่ล่ากันปานจะล้างโลก ดูแล้วลุ้นมากๆ ครับ :3
 
อันดับ 4 The Dark Knight Rises
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นภาคจบของมหากาพย์ไตรภาคที่สมบูรณ์แบบที่สุดในตัวของมันแล้วครับ เราได้คอยเอาไปช่วยไปกับการ “ผงาด” ของพี่แบทแมน และใช่ การถล่มเมืองก็อทแธ่มไม่ยั้งของวายร้ายที่เราก็ชอบมากอีกคนนึง “เบน” :3
 
อันดับ 3 Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : เป็นหนังดราม่าโรแมนติกที่ฟิลกู๊ดที่สุด นักแสดงตีบทแตกที่สุด เรียกน้ำตายิ่งกว่าหนังของค่ายที่เรียกตัวเองว่า “ฟิลกู๊ด” อีกครับ เนื้อเรื่องก็ถือว่าค่อนข่างไม่ซ้ำกับหนังเรื่องไหนเลย การกำกับภาพก็สวยมาก ทำให้บรรยากาศของหนังดูสดใสขึ้นมากจริงๆ :3
 
อันดับ 2 Wreck-It Ralph 3D
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : ชอบ Ralph ได้เห็นตัวละครจากเกมเก่าๆ เพลงเพราะ ภาพสวย เนื้อเรื่องน่ารัก ฯลฯ ชอบจริงๆ ดูมา 2 รอบก็ยังไม่เบื่อ ชอบประโยคนี้ครับ ชอบมากๆ เลย ชอบที่สุด ชอบจัง :3
 
“I'm bad and that's good, I will never be good and that's not bad,
because there's no one I'd rather be than me.”
 
อันดับ 1 Hugo
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
 
เหตุผล : คือที่สุดของความเป็น 3 มิติแล้ว เนื้อเรื่องนี่อิ่มเอิบใจมาก ดูจบแล้วฟินมาก เป็นการเดินทางผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของชีวิตคนๆ หนึ่งที่ยังไม่สิ้นความหวัง ยกให้เป็นที่สุดของปีเลยครับ และเป็นอีกหนึ่งหนังในดวงใจเลยครับ :3
 
หนังที่ไม่ได้ติดอันดับ (เรียงลำดับตามเวลาที่ได้ดู)
 
- The Melody รักทำนองนี้
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
ภาพสวยดีครับ เป็นฉากหลังคือทุ่งบัวตองที่แม่ฮ่องสอน ดูแล้วน้ำตาจะไหลเหมือนกันครับ T T
 
- The Hunger Games
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังแอ๊คชั่น ดราม่า โรแมนติก ทริลเลอร์ วัยรุ่น (หลายแนวไปนะ อุอุ) ที่สนุกดีและอยากให้มาแทนที่ Twilight เพราะอีหนังรักสามเส้าโง่ๆ ระหว่างคน แวมไพร์ กับหมาป่าเรื่องนั่นเป็นอะไรที่ดูโง่ๆ มากมาตลอดทั้ง 5 ภาค = =
 
- Titanic 3D
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังเก่าเอากลับมาทำภาพใหม่ให้เป็น 3D High-Definition ที่ค่อนข้างจัดเต็มเรื่อง 3 มิติเช่นกัน เรือไททานิคดูกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง และดูสดใสมีมิติมากกว่าเดิม (รวมถึงฉากวาดรูปและฉากในรถด้วย :p)
 
- คน-โลก-จิต (Distortion)
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังไซโคทริลเลอร์สายพันธุ์ไทยที่หาดูได้ยากอีกเรื่องนึง กับการปกปิดความปิดและตัวตน ดูค่อนข้างเฉือนกันดีแต่ยังไม่สุด = =)
 
- Snow White and the Huntsman
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
- พอกันทีกับคริสเต็น สจวร์ต นางควรจะแสดงเป็นชาวบ้านเป็นตัวประกอบในเรื่องยังจะดีกว่า สุดท้ายราชินีก็แย่งซีนเพราะความที่นางเอกแอ๊คติ้งหน้าตายไร้อารมณ์มากมาย = =)
 
- The Amazing Spider-Man
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
การตีความไอ้แมงมุมใหม่ที่ให้กลิ่นอายวัยรุ่นขึ้น เกรียนขึ้น และเละเทะไปมากกว่าเดิม กับความสมเหตุสมผลที่เทียบไม่ได้เลยกับเวอร์ชั่นเก่า และความขลัง ความเป็นฮีโร่มันก็ไม่ได้ดูดีไปเลย เทคนิคภาพที่น่าจะพัฒนามากเวอร์ชั่นเก่าแต่ดูไปดูมา เวอร์ชั่นเก่ายังจะทำเทคนิคภาพได้สมจริงกว่าเวอร์ชั่นนี้อีก นี่อย่าให้เซดนะ รออ่านรีวิวฉบับเต็มได้เลย จะสับให้เละกว่านี้อีก + สปอยล์ด้วย อาจจะเป็นหนังที่หลายๆ คนชอบ แต่เราขอบายม์ = =)
 
- Looper
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังแอ๊คชั่นทริลเลอร์ที่ขายไอเดีย ใช่ ขายแค่ไอเดีย แต่พอออกจากโรงมา เงิบแดกครับ = = (อย่างน้อยก็ถือว่าไปดูป๋าบรูซแหละวะ)
 
- ยักษ์ (The Giant King) 
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
แอนิเมชั่นคนไทยทำที่พยายามจะทัดเทียมกับฮอลลีวู้ด ด้วยการโปรโมตอย่างหนักมากถึงมากที่สุดตามสื่อตามโทรทัศน์ กลายเป็นแอนิเมชั่นเนื้อหาที่เด็กเล็กๆ ดูไม่ค่อยจะเข้าใจ แต่ก็ยังยัดเยียดท่าทางตัวละครและซาวน์ประกอบจนทำให้เด็กดูได้ พูดง่ายๆ ก็คือ การ์ตูนเนื้อหาผู้ใหญ่ แต่เอาไปยัดเยียดให้เด็กดู ถึงแม้ว่าจะประทับใจและค่อนข้างจะคุ้มค่าตั๋วก็ตาม
 
- นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังอินดี้ที่ทำให้พระพุทธศาสนาที่คนที่มีคำว่าพุทธติดอยู่ในบัตรประชนแต่กลับสะบัดหน้าหนี ให้หันมาเข้าใจในตัวหลักธรรมและแก่นของศาสนามากขึ้น ทำให้ดูน่าเข้ามากขึ้น ผ่านการเดินทางของเด็กหนุ่มสุดเกรียน
 
- Doraemon : โนบิตะผจญภัยเกาะมหัศจรรย์
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
เป็นโดราเอม่อนที่ทำมาได้ค่อนข้างดี ด้วยภาพที่ดูคมชัดมากๆๆๆ และเนื้อเรื่องนั้นก็ค่อนข้างดีขึ้นมากเลยทีเดียว
 
[เพิ่มเติมหนังที่ได้ดูแล้ว]
 
- Brave
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
เหมือนนี่ไม่ใช่การ์ตูนของพิกซ่าร์เลย บทครึ่งแรกอ่อนมาก อ่อนจนหนงเกือบล้มเพราะความวุ่นวายของอีเด็กแฝดนรกนั่น แต่ยังดีท่หนังกลับมาเข้าที่เข้ากลางในช่วงกลางๆ ไปจนจบ เจ้าหญิงสวย
 
- Ted
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
น่าจะคิดถูกที่ไม่ได้ไปดูในโรง เพราะมันป่วนเกินไปจนเวอร์ มันถ่อยเหมือนจงใจให้ถ่อยอ่ะ เลยไม่ค่อยอิน แต่โดยรวมคือเป็นหนังที่บ้ามาก
 
- 9-9-81 บอก-เล่า-9-ศพ
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
ภาพจะมืดไปไหน แล้วการที่มีผู้กำกับหลายคนทำให้หนังออกมาโดดเด้งคนละแนวทางกันเลย เนื้อเรื่องจริงๆ มีอยู่นิดเดียว แต่มาเพิ่มวะวุ่นวิวุ่นวายไปหมด
 
- รักแรกกระแทกจิ้น (Virgin Am I)
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังอะไรของมัน ทั้งภาษาเหนือที่ไม่ใช่ภาษาเหนือแบบนี้ พวกแกพูดภาษากลางจะยังดีกว่า แล้วเนื้อเรื่องก็แปลกๆ เหตุผลกับความสมจริงก็ไม่ค่อยจะมี มันออกแฟนตาซีมากไปนะ
 
- Frankenweenie
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
เป็นสต๊อปโมชั่นสีขาวดำ อือ เป็นหนังแนวที่ค่อนข้างหาดูยากในปัจจุบัน แต่ภาพออกมาสวยสดใสใช้ได้เลยทีเดียว เพียงแต่เนื้อเรื่องไม่ได้เป็นที่น่าจดจำสักเท่าไหร่
 
- The Twilight Saga: Breaking Dawn - Part 2
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
รอมา 5 ปี รอมา 5 ปีกว่าจะจบ โอ้ย ในที่สุดก็จบได้สักที
 
- Premium Rush
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
คิดถูกละที่ไม่ไปดูในโรง เพราะมันคงจะเป็นอะไรที่เสียดายตังค์มาก การปั่นจักรยานน่ะทำออกมาดี แต่เนื้อเรื่องอย่างกะเด็กประถม แถมการเล่าเรื่องข้ามไปข้ามมาก็ไม่ได้ช่วยเลยนะ มีแต่จะทำให้งงเปล่าๆ ตัวร้ายก็งี่เง่า คือมันควรจะไปได้มากกว่านี้นะว่ามั้ย
 
- Cloud Atlas
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
หนังดราม่าที่เล่าเรื่องราวขงผู้คน 6 ยุค 6 ชาติ ต้องหยุดหนังเพื่อกางดูแผนผังตัวละครเป็นระยะๆ เพราะมันงงมาก แต่การเชื่อมโยงของมันมีเหตุผลรองรับเสมอ
 
- Rise of the Guardians
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
เสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงจริงๆ เพราะตัวละครน่ารักมากกกกก ถึงขั้นเอาไปเปลี่ยนเป็นรูปโปรไฟล์เลยทีเดียว ฉากสู้กันนี่ทำดีนะ เนื้อเรื่อก็ดูมีปมดี หวังว่าจะมีภาคต่อ
 
- The Hobbit: An Unexpected Journey
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
ภาพสวยมาก แต่ความรู้สึกต่างจาก The Lord of The Rings โดยสิ้นเชิง จะรอดูภาคต่อ
 
- Life of Pi
(อ่านบล็อกได้ ที่นี่)
 
คิดถูกแล้วที่ไม่ไปดูในโรง หนังมีดีแค่ภาพสวยกับปรัชญา ส่วนความบันเทิงน่ะเหรอ ข้าเจ้าเอาแผ่นไปเปิดดูที่บ้านแล้วหลับเฉยเลย จนแม่มาปลุกตอนหนังจบนี่แหละ สุดท้ายก็เลยมานั่งดูใหม่ตอนเช้าวันถัดมา แต่ด้วยความที่รู้ว่าทั้งทะเลกับเสือเป็น CG ก็เลยไม่อิน ไม่อินโดยสิ้นเชิง ต่อให้จะไม่มีปรัชญาก็ไม่อิน ก็เพราะเรารู้ว่ามันเป็น CG ไง
 
ส่วนอันดับหนังในดวงใจของปี 2013 ของผมจะเป็นเรื่องอะไรบ้าง คงต้องติดตามต่อไปนะครับ แล้วอันดับหนังในปี 2012 ของทุกคนเป็นยังไงกันบ้าง มาแลกเปลี่ยนกันครับ :)

Comment

Comment:

Tweet