"มีผู้ชายคนเดียวที่ไว้เคราแล้วดูดี... ดัมเบิ้ลดอร์" (เจ็บมั้ยล่ะมึง 555)
 
ข้าเจ้าใช้เวลาตัดสินใจแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ขี่รถออกไปดูหนังเรื่องนี้เลย เป็นหนังเรื่องแรกที่ได้ดูของปี 2557 (แต่เป็นหนังปี 2556 เรื่องสุดท้ายตามกำหนดฉาย) ไม่รู้ทำไมถึงออกไปดู แต่คิดว่าน่าจะคุ้มค่านะ กับหนังชื่อย้าวยาวที่กำกับและแสดงเองโดยป๋าเบน สติลเลอร์สุดหล่อนี่เอง The Secret Life of Walter Mitty หรือชื่อภาษาไทยว่า ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้ หน้าหนังเหมือนเป็นหนังดราม่า แต่มีตลกเข้ามาหน่อยนึงด้วยแหละ เหมือนเป็น Life of Pi ของปีนี้ยังไงก็ไม่รู้
 
 
เรื่องราวของนายวอลเตอร์ มิตตี้ เป็นคนช่างฝันรุ่นใหม่ เขาเป็นผู้ลำดับภาพนิ่งให้กับนิตยสาร Life ซึ่งเป็นนิตยสารที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิต เขาใช้วิธีผ่อนคลายจิตใจจากชีวิตที่จำเจด้วยการหายตัวไปอยู่ในโลกแห่งจินตนาการสุดตื่นเต้นอย่างเป็นผู้กล้าที่มีความมั่นใจ มีความรักที่ชวนหลงใหล และได้รับชัยชนะจากอุปสรรคขวากหนามต่างๆ ทั้งๆ ที่ตัวจริงก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเล้ยยย เงินทองก็ไม่มี ทักษะที่มีก็แค่เล่นสเก็ตบอร์ดเท่านั้น มิตตี้แอบชอบเชอริล เมลฮอฟ พนักงานสาวที่เพิ่งย้ายเข้ามาทำงานใหม่ เขาพบเธอในโซเชียลเน็ตเวิร์คแห่งหนึ่ง แล้วก็ได้แต่ฝันว่าเขาจะได้มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอบ้าง จนได้มีโอกาสคุยกันก็ได้ทราบว่าเอเลิกกับสามีแล้ว และมีลูกชายหนึ่งคน เขาก็ได้แต่หวังว่าเธอจะมาสนใจเขาบ้าง
 
วันหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นที่บริษัท เมื่อมีบอร์ดผู้บริหารคนใหม่เข้ามา แล้วทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ทั้งหมดให้กลายเป็นนิตยสารออนไลน์ ทำให้ต้องปลดพนักงานออก และจะตีพิมพ์นิตยสารเป็นกระดาษฉบับสุดท้าย มิตตี้ได้รับพัสดุจาก ฌอน โอคอนเนล ช่างภาพที่เจ๋งที่สุดในบริษัท ในขณะที่สังคมเปลี่ยนแปลง ฌอนยังคงถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม และยังเป็นสีขาวดำ ฌอนส่งกระเป๋าสตางค์ที่มีคำขวัญของนิตยสารมาให้เขา และฟิล์มขาวดำเพื่อที่จะให้วอลเตอร์เอารุปไปใช้เป็นหน้าปกฉบับสุดท้าย แต่ปัญหาคือ ฟิล์มรูปที่ 25 ที่ฌอนส่งโทรเลขมาย้ำว่าเขาต้องการให้ใช้รูปนี้ เขากลับหามันไม่เจอ พลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอ
 
งานเข้าแล้วไงทีนี้ มิตตี้จำเป็นต้องตามหาตัวฌอน แต่เมื่อฌอนเป็นคนหัวโบราณ โทรศัพท์ก็ไม่พก แถมยังเป็นคนไม่มีที่อยู่ที่แน่นอนอีกต่างหาก เขาเลยใช้เบาะแสจากฟิล์มรูปก่อนหน้า และความช่วยเหลือจากเชอริล ทำให้เขาต้องออกเดินทางเพื่อตามหาฟิล์ม และออกตามหาความหมายของ "ชีวิต"
 
 
อาจจะบอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้เหมือนเป็น Life of Pi ที่ตัดปรัชญาออกแล้วเพิ่มความตลกลงไป เพราะว่าหนังเรื่องนี้ภาพสวยมาก นอกจากจะเป็นภาพแบบ 2.35:1 แล้ว เราจะได้เห็นรูปภูเขาสูง ถนนที่ทอดยาว ท้องทะเล ภูเขาไฟ และอีกมากมายที่จะได้เห็น แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากหนังอีกเรื่องคือการที่เราแยกไม่ออกเลยว่าฉากเหล่านี้ไปถ่ายทำมาจริงๆ หรือใช้ซีจีเอา ในขณะที่หนังอีกเรื่อง ทั้งเสือและทะเลคือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา เลยไม่อิน
 
เพลงประกอบค่อนข้างเพราะเลยทีเดียว และไม่ใช่แค่เพราะเท่านั้น หลายเพลงยังเป็นเพลงที่มีความหมายดีเสริมกับหนังมาก เพลงที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเพลง Space Oddity ของ David Bowie แม้จะเก่า แต่ถือเป็นเพลงที่อมตะ และใส่มาถูกจังหวะมากจนดูแล้วขนลุก เพลงตอนจบก็ใช้ได้เลย ฟังเพลินๆ ไม่ยอมลุกออกจากที่นั่งสักที 555
 
ป๋าเบนในเรื่องนี้อาจจะตลกน้อยกว่าเรื่องอื่นไปบ้าง แต่ถือว่าเล่นได้ดีทีเดียว แม้ว่าจะไม่ได้ดราม่าหนักๆ แต่เราจะเห็นถึงแววตาที่มุ่งมั่นและช่างจินตนาการของเขาได้ นักแสดงคนอื่นๆ ก็เล่นได้มีชีวิตดี นางเอกก็น่าย้ากกกก -3-)
 
การตัดต่อกระชับดี แม้ว่าหนัง