(สำหรับเวอร์ชั่นอันเซนเซอร์ คลิก HERE!)

ถ้ารูปถ่ายสามารถเล่าความทรงจำได้ โปสการ์ดก็สามารถบอกความในใจของคนได้เช่นกัน พบกับหนังไทยที่ป่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติภาพยนตร์ไทย นำแสดงโดยดาราดังอย่าง อ้น สราวุฒิ ลีโอ พุฒิ จุ้ยจุ้ย (ไหนไม่รู้จัก) แต่ได้ผู้กำกับมือใหม่ไร้ฝีมือมากำกับ กับคำโปรยหนังที่ชวนดึงดูดคนดูอย่าง "ปรากฏการณ์ภาพยนตร์ โรแมนติก ดราม่า แห่งปี" อย่าง Postcard From Nowhere โปสการ์ดที่ไม่มี... ที่มา และมันก็จะไม่มีที่ไปด้วย

ONCE UPON A TIME

เรื่องราวของเขต (อ้น) ที่ได้ทราบข่าวว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหัวใจและจะตายในอีกไม่นาน เขาได้สั่งไม่ให้หมอบอกกานดา (จุ้ยจุ้ย) ว่าจะตาย แต่เขตก็พากานดาไปวังน้ำเขียว ไปขอแต่งงาน คืนวันนั้นก็กลุ้มใจเลยไปร้านกาแฟไม่มีชื่อของสายลม (ลีโอ) เพื่อไปเขียนโปสการ์ดสั่งลาเมีย ระหว่างนั้นหมอโทรมาบอกกานดาเรื่องอาการเขต เช้าวันต่อมาก็ดราม่ากันเรื่องเขตไม่ยอมบอก เขตก็ช็อคตายลงตรงนั้น กานดาก็เสียใจมาก (โถ)

หลังงานศพ กานดากลับไปที่วังน้ำเขียวอีกครั้ง ก็ได้เจอกับโปสการ์ดที่ผัวเขียนให้ก่อนตาย ก็อ่านได้ใจความว่า เขตขอโทษที่ไม่บอก เขารักเธอมาก และอยากให้เธอเริ่มต้นใหม่กับคนที่จะดูแลเธอได้ดีกว่านี้ เธอไปเจอสายลมที่ร้านกาแฟ เขาชอบถ่ายรูปนู่นนี่นั่น คุยกันก็ได้ความว่า ผัวกานดาอยากให้เริ่มต้นใหม่ แต่เธอยังไม่พร้อม สายลมก็บอก ซักวันจะมีคนทำให้เธอเริ่มต้นใหม่ได้เอง

คุยไปคุยมาทั้งเรื่อง สายลมก็เริ่มต้นใหม่กับกานดา จบปิ๊ง...

THIS MOVIE MUST NOT EXIST IN THIS WORLD

ที่ต้องบอกว่าเป็นหนังที่ป่วยที่สุดเพราะทุกองค์ประกอบของหนังมันห่วยมาก ข้าเจ้าไม่ค่อยได้ใช้คำว่าห่วยเพราะยังรู้สึกให้เกียรติทีมงาน แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ อดไม่ไหวจริงๆ เป็นหนังเรื่องแรกที่ข้าเจ้าบ่นเสียงดังในโรงตลอดเวลากว่า 75 นาทีของหนัง ใช่ แค่ 75 นาที สั้นมาก แต่ก็ยาวเกินกว่าที่คนๆ นึงจะทนไหว

เริ่มต้นที่งานภาพก่อนเลย เดาได้ว่าผู้กำกับต้องเป็นเด็กนิเทศจากที่ไหนซักที่ ชอบถ่ายรูปนิ่งมากๆ จนเอาสไตล์ภาพนิ่งมาไว้ในหนัง ทั้งการจัดคอมโพสภาพต่างๆ ที่เน้นถ่ายใกล้ๆ ระดับ medium shot กับ close up shot มี wide shot น้อยมากจนอึดอัด เพราะมีแต่ภาพแคบๆ อัดๆ ซึ่งถ้าเป็นภาพถ่ายมันยังโอเคอยู่ แต่นี่มันเป็นภาพเคลื่อนไหว มันใช้ศิลปะไม่เหมือนกัน

มี wide shot อยู่ราวๆ 2 ช็อตในเรื่อง แต่เหมือนถ่ายด้วยโกโปรที่ติดโดรนขึ้นไป ภาพแตกบนจอเงินมาก คุณภาพแย่มาก แถมเป็นช็อตที่ไม่น่าลงทุนขึ้นโดรนไปถ่ายเลย เพราะไม่ได้ช่วยส่งเสริมเนื้อเรื่อง เหมือนเป็นการอยากอวดมากกว่าว่ากูทำแบบนี้ได้นะ แต่ขอโทษ มันไม่เจ๋ง ไม่คูล ดูโลว์คลาสมาก เห็นแล้วเหมือนกับลิงที่มีกล้องแล้วมโนว่าตัวเองเป็นช่างภาพมือโปรงั้นแหละ

และที่ต้องเผลอสบถออกมากลางโรงเพราะสงสัยมากว่าผู้กำกับมีปัญหาอะไรกับดอกหญ้ามากหรือเปล่า ถ่ายแต่ดอกหญ้าอยู่นั่นแหละ คือพี่จะฮิปสเตอร์ไปถึงไหน มีดอกหญ้าเป็น foreground มากกว่า 5 ช็อต เห็นแล้วรำคาญตา นี่ไม่ใช่อินสตาแกรม นี่มันหนังโรง อยากให้รู้เอาไว้ ทำไมถึงไม่เข้าใจนะว่าการถ่ายภาพนิ่งกับภาพเคลื่อนไหวมันไม่ใช่ศาสตร์เดียวกัน มันต่างกัน

จบเรื่องภาพ ไปที่เพลงสกอร์ ซึ่งจืดชืดมาก บรรเลงเปียโนทั้งเรื่อง แต่ไม่เพราะ ชวนอึดอัด เพลงประกอบที่เปิดซ้ำ 3 ครั้งไม่ได้ช่วยบิ้ว แต่ช่วยเพิ่มความรำคาญมากกว่า แถมยังมีเวอร์ชั่นเปียโนมาอีก 1 ครั้ง อย่าเอานิสัยจากละครทีวีมาใช้ นี่มันหนัง บอกแล้ว นี่มันหนัง เห็นแล้วเหมือนให้หมามาเดินเล่นบนเปียโนแล้วอัดเสียงเก็บไว้ใช้เลย

เสียดายที่อุตส่าห์ได้นักแสดงดีๆ มาใช้อย่างพี่อ้น พี่ลีโอ จุ้ยจุ้ย งี้ แต่คอสตูมเลวร้ายมาก พี่ลีโอใส่ชุดเดียวทั้งเรื่อง ไม่ต้องซักกันเลยหรือไง พี่อ้นคอสตูมดีแล้ว แก่ไปหน่อย แต่เห็นแล้วแฮ่กๆๆ ดี แต่ของนางเอกมีปัญหานิดหน่อย คือนางไปเที่ยวบนเขา แต่ใส่ชุดยังกะไปงานกาล่า ตุ้มหูอันเท่าบ้าน ชุดเกราะอกกระโปรงสั้น เปิดหลังเปิดไหล่เต็มที่ คือไม่ใช่ไหม มันต้องสบายๆ ชิลๆ กว่านี้หน่อยสิ เห็นแล้วเหมือนจ้างแม่บ้านมีหนวดมาออกแบบคอสตูมให้เลย เวอร์วังตลอด

โลเกชั่นก็ไม่สมเหตุสมผล ตอนแรกถ่ายบนภูเขา เราก็นึกว่า อือ เป็นรีสอร์ตแถวเชียงใหม่ ไปๆ มาๆ ก็ตัดสลับไปร้านกาแฟที่ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ภูเขาเลย จนข้าเจ้าสงสัยว่าที่นี่มันที่ไหนกันแน่ รีสอร์ตกับร้านกาแฟมันก็น่าจะใกล้กันด้วย เพราะพี่อ้นไปที่ร้าน ซึ่งพางงไปอีก แล้วทั้งเรื่องก็มีโลเกชั่นกันอยู่แค่นั้น รีสอร์ตกับร้านกาแฟ เหมือนตอนถ่ายทีมงานปาลูกดอกใส่แผนที่ประเทศไทยแล้วบอกว่า โอเค โดนตรงนี้ เราจะไปถ่ายกันตรงนี้แหละ

การตัดต่อป่วยมาก คุยกันอยู่ตอนกลางวัน ตัดไปเป็นตอนกลางคืน คุยกันอยู่ตอนกลางคืน ตัดไปเป็นตอนกลางวัน คุยอยู่สองคนดีๆ ตัดไปนั่งเพ้อคนเดียวแบบฉับมาก ฉากที่ควรแช่ไว้ก็รีบเฟดออก ฉากที่อ้นกอดหอมนางเอกก็เยิ่นเย้อเกินไป ไม่ตัดสักที ดูแล้วน่ารำคาญมาก ฉากที่นางเอกกำลังเศร้าที่ผัวตายก็ยังร้องไห้ไม่ทันจบก็เฟดออกไปละ แถมยังตัดฉากแฟลชแบ็คมาใส่ซ้ำซากอีก ทั้งๆ ที่เพิ่งคุยกันไปเมื่อนาทีที่แล้ว อารมณ์เหมือนจ้างคนตัดต่อที่เพิ่งอ่านคู่มือสอนใช้โปรแกรมตัดต่อมาตัดหนังยังไงก็ไม่รู้

พี่อ้นไม่เหมาะกับบทรักแบบนี้จริงๆ จ้าง 100 พี่แกเล่น 1000 แต่น้ำเสียงไม่ชวนซึ้งเลย พี่แกเสียงใหญ่ พูดไม่ชัด ดูเหมาะกับหนังบู๊มากกว่า แต่ตอนฉากที่บอกว่า "แล้วคุณเป็นห่วงผมไหม" ข้าเจ้านี่เขินเลย เพราะเสียงพี่แกเซ็กซี่มาก อ่าห์ อย่างน้อยก็พอกลบข้อเสียของหนังได้ แต่ประทานโทษ พี่อ้นตายตั้งแต่ 20 นาทีแรกของหนัง แล้วก็แทบไม่ได้เห็นพี่แกในหนังอีกเลย (อ้าวอีนี่) อารมณ์ที่แบบ ไม่มีพี่อ้นมาบิ้วให้แล้ว จะเหลือใคร พี่ลีโอก็ไม่ได้ชวนเขินขนาดนั้น

พี่ลีโอเป็นฮิปสเตอร์ในอุดมคติมาก ถ่ายรูปกล้องฟิล์ม เปิดร้านกาแฟ ไว้หนวด สวมหมวก สวมแว่น อยากทำไรทำ แต่ก็นั่นแหละ เป็นได้แค่ฮิปสเตอร์กากๆ คนนึงที่ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากเลียนแบบตามกระแสคนอื่นที่ทำกัน ไม่มีปมอะไรในชีวิตที่ทำให้ตัวละครโดดเด่นเลย ว่าทำไมถึงชอบถ่ายรูป ทำไมถึงมาทำร้านกาแฟ มีบอกแค่ว่า ทำตามคุณตา (หรือคุณพ่อนี่แหละ) อุตส่าห์ได้ลุงที่เล่นเป็นครูนิพนธ์จากฮอมงและคนพากย์สเนปในแฮร์รี่พอตเตอร์มาเล่นอยู่ 30 วิ เสียดายของที่สุด

นางเอกที่ชื่อจุ้ยจุ้ย ก็สวยนะ หน้าเรียวดี แต่งตัวก็สวย แต่ว่าคอสตูมป่วยอย่างที่ได้บอกไว้แล้ว การแสดงถือว่าดี ตอนต้นเรื่องเธอยิ้มสวยมาก หน้าไม่อมทุกข์ แต่พอผัวตายก็เอาแต่ร้องห่มร้องไห้ แต่ก็ยังสวย หน้าไม่อมทุกข์ เสียดายที่บทไม่ค่อยส่งให้เธอ แต่ก็ถือว่าจ้าง 100 เล่น 500 ยังดูมีอนาคตถ้าได้เล่นหนังที่ดีกว่านี้

นักแสดงสมทบ 2 คนที่เป็นเพื่อนลีโอคือเอาตลกจาก นัดกับนัด มาเล่น และแน่นอน เอามุกในนัดกับนัดมาใช้ครบถ้วน ความถ่อยความหยาบมาเต็มที่ประดุจว่านี่เป็นบ้านตัวเอง แต่ไม่ใช่ นี่มันร้านกาแฟ แล้วมาพูดจาเมิงๆ กูๆ ใส่ลูกค้า เป็นใครก็ต้องหนีมั้ย ซึ่งมันหยาบคายมาก ต่อให้ฮิปสเตอร์ขนาดไหนเค้าก็ไม่พูดเมิงกูต่อหน้าคนอื่นที่ไม่รู้จักหรอก ไม่มีใครพูดด้วยในชีวิตจริง เพราะมันคือมารยาททางสังคม

บทหนังก็ป่วยมาก มาว่ากันทีละประเด็น หมออยู่ในห้องคนไข้ตอนเขตตื่นมาพอดี นี่ก๊อปละครไทยมา ซึ่งหมอจะไม่มาจ๊ะเอ๋เจอคนไข้ตอนตื่นมาสดชื่นเลยในชีวิตจริง แถมหมอยังท่องบทอีกต่างหาก เพราะพูดจาตะกุกตะกักมาก เหมือนไปเอาคนขับรถในกองถ่ายมาช่วยเล่นให้หน่อยเพราะหาใครที่หน้าแก่ๆ มาเล่นเป็นหมอให้แล้วไม่ได้จริงๆ

ประเด็นโปสการ์ดที่ไม่มีที่มานี่ตกไปมาก เพราะโปสการ์ดก็ห้อยอยู่ในร้านของลีโอไง แล้วที่อ้นอุตส่าห์เขียนโปสการ์ดมาก็ไม่ส่งไปหานางเอกนะ เขียนแล้ววางทิ้งไว้ที่ร้าน แล้วนางเอกก็มาเจอโดยบังเอิญ จ้า โดยบังเอิญ ไม่มีที่ไปที่มามาก แต่ตอนหลังมีฉากคนเอาโปสการ์ดไปหย่อนที่ตู้ไปรษณีย์ ซึ่งมันย้อนแย้งมากไปอีก ปวดตับไปอีก

(ขอพักเหยียดเส้นเหยียดสายแปบ)

(มาต่อละ)

บทพี่อ้นดูไร้เหตุผลมาก ตัวเองรู้ตัวว่าจะตายแล้วทำยังไงน่ะเหรอ พาแฟนไปเที่ยวแล้วขอแต่งงานไง เป็นทุกคนจะทำมั้ย มันทำร้ายจิตใจผู้หญิงนะลองคิดดู แบบกำลังจะแต่งงานละผัวมาชิงตายไปก่อน ผู้หญิงจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแม่หม้ายไปแล้ว ถ้าคนจะตายเค้าไม่ขอใครแต่งงานหรอก ต่อให้รักขนาดไหน เพราะเขารู้ว่าการทำแบบนั้นจะยิ่งทำร้ายอีกฝ่าย ถึงแม้จะเขียนในโปสการ์ดว่าอยากให้นางเอกไปเจอคนใหม่ที่ดีกว่านี้ก็เถอะ มันดูย้อนแย้งมาก หรือคิดว่าที่ทำแบบนี้เพราะอยากให้ตัวเองได้บรรลุ Life Achievement งี้หรอว่าได้แต่งงานก่อนตายแล้วนะ ฟังดูเห็นแก่ตัว

บทเจ้าของร้านกาแฟก็ป่วยมาก ไม่มีที่มาที่ไปว่าทำไมชอบถ่ายรูป ทำไมถึงมาเปิดร้านกาแฟ แล้วก็ชงกาแฟเร็วมาก (ซึ่งที่จริงเป็นช็อคโกแลตเย็น) เร็วชนิดที่ว่า เดินไปหลังเครื่อง กดๆ จิ้มๆ แล้วยกแก้วกาแฟออกมา คนที่เคยกินกาแฟย่อมรู้ดีว่ามันไม่ได้ชงเสร็จภายใน 10 วินาทีหรอก นี่อะไรหรอ ไม่ต้องมาย่อเพื่อตัดบทให้รู้ว่าเป็นหนัง มันไม่ถูกยังไงก็คือไม่ถูก แถมที่ชอบถ่ายรูปคนมาขอซื้อโปสการ์ดเป็นค่าโปสการ์ดแทน ฟังดูเท่นะ แต่ในชีวิตนี่ไม่ได้นะ ไปขอเขาถ่ายรูปโต้งๆ แบบนั้น เดี๋ยวได้เจอ ไม่เอาหน้าโทรม ไม่ถ่าย ไม่เอา

บทนางเอกก็ไม่มีที่มาที่ไป นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป เดินทางไปมาเป็นว่าเล่น ถามว่ามาทำอะไร มายืนโชว์ตัวคร่ำครวญถึงผัวที่จากไปแล้ว ไม่มีบทสำคัญอื่นใดอีกเลย พอมาที่ร้านเจอ 2 คนนั้นเอะอะๆ ก็ขอตัวกลับก่อนตลอด อ้าว แล้วจะมาทำไม พอมาเจอเจ้าของร้านก็คุยๆๆๆ คุยเสร็จกลับ ทั้งๆ ที่มันน่าจะมีอะไรที่สลักสำคัญกว่านี้หน่อยสิ ก็ไม่มี จบไปแบบ กูปิ๊งเจ้าของร้านกาแฟแล้ว กูตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่กับคนนี้แล้ว กูสวย จบป่ะ

ฉากตอนนางเอกโทรศัพท์คุยกับหมอก็ป่วย ไม่มีเสียงจากปลายสายเลย เหมือนละครทีวีไปอีก แถมพอรู้อาการก็ไม่มีการถามต่อว่าผัวจะเป็นยังไง มีวิธีรักษามั้ย อะไรยังไง นี่บอกค่ะแล้ววางหูเลย ตัดภาพเฟดเลย อารมณ์เหมือนเราไม่ได้เขียนบทให้หมอนะ หรือไม่ก็จ้างคนขับรถมาเล่นแค่ฉากเดียว ไม่จ้างเพิ่มแล้ว ประหยัด โอ้ยยยยย ปวดตับที่สุดในโลก

ตุ่นกับเต่า เพื่อนเจ้าของร้านกาแฟนี่เป็นข้าเจ้าไล่ออกจากร้านละ มาเกี้ยวลูกค้า มาด่ากันเองหยาบๆ ให้ลูกค้าได้ยิน แล้วมันมีฉากนึงที่เต่าพาลูกค้าหญิงเข้าร้าน แล้วสามคนก็แอบไปกระซิบกระซาบกัน แต่ยืนห่างสาวแค่เมตรเดียว แล้วสาวก็ไม่ได้ยิน นี่มันละครซิทคอมชัดๆ ทำอะไรให้มันได้ฟิลกับคำว่าหนังหน่อยได้ป่ะ ไม่ใช่ยกละครซิทคอมเข้ามาไว้ในหนังทั้งดุ้นแบบนี้

ฉากในห้องมืดของลีโอไม่มีกิมมิคอะไรเลยนอกจากโชว์ของ ไอ้เราก็นึกว่าจะมีแบบ โชว์รูปที่มีปมของเข้าตัวว่าทำไมถึงหมกมุ่นกับการถ่ายรูปขนาดนั้น ก็พบว่าไม่มีเลย แล้วพอตอนพานางเอกมา นางเอกถาม ก็บอกไปว่าที่ผมชอบกล้องฟิล์มเพราะมันมีเสน่ห์กว่า เวลาถ่ายรูปจะต้องเล็งดูดีๆ เพราะรูปอาจจะดีหรือเสียก็ได้ เป็นประสบการณ์ชีวิต จ้ะ เท่มากจ้ะ ประสบการณ์ชีวิตมากจ้ะ ข้าเจ้าไม่เคยมีประสบการณ์ดีๆ กับกล้องฟิล์มเลย ของแบบนี้คงขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคลมากกว่า

ละพอนางเอกมาเจอรูปผัวที่ลีโอแอบถ่ายไว้ก่อนตายก็ร้องไห้ ลีโอก็ถามนี่เป็นของแฟนคุณที่ตายใช่มั้ย นางก็วิ่งออกไปเลย โอ้ย เซ้นซิทิฟไปมั้ง แล้วลีโอรู้ได้ยังไงว่านางมีแฟน ลีโอรู้ได้ยังไงว่าอ้นตาย เท่าที่จำได้คือ สองคนนี้ก็ไม่ได้ดราม่ากันที่ร้านของลีโอซักหน่อย ไปทะเลาะกันบนดอยไหนก็ไม่รู้ นางเอกก็ไม่เคยเล่าเรื่องให้ลีโอฟังซักหน่อย เหมือนตรัสรู้เองได้ยังไงยังงั้น เก่งจังเลยนะ เก่งแบบนี้ไปซื้อหวยคงถูกทุกงวดละ

แล้วนางเอกก็หนีกลับบ้าน เก็บกระเป๋าเอารูปผัวใส่กระเป๋า แล้วเขียนโปสการ์ดให้ลีโอ บอกเราอยากเริ่มต้นกับลีโอนะ แล้วก็ขับรถมา เอาโปสการ์ดเหน็บไว้ แล้วก็หายออกไป พี่ลีโอก็ขี่จักรยานออกไปตามหา นี่เล่นซ่อนหากันอยู่หรอยังไง แล้วที่งงก็คือ สองคนนี้ไปสปาร์คกันตอนไหน ทำไมจู่ๆ ก็ไปชอบกันซะงั้น เหมือนอยากให้จบฟิลกู๊ด แต่จุดพีคอะไรก็ไม่มี เหมือนมานั่งดูคน 3-4 คนบ่นๆๆ กันแล้วก็เปิดไฟไล่ ดี๊ดีอ่ะ

SKULLS

ภาพและเทคนิคพิเศษ 8/20
เสียงและดนตรีประกอบ 4/10
นักแสดงและตัวละคร 5/15
บท แง่คิด และเนื้อเรื่อง 3/30
ความสนุกและพึงพอใจ 0/25
กะโหลกรวม 20/100

END CREDIT

ที่บ่นออกมามากมายนี่เพราะว่าหนังมันเลวร้ายมากจริงๆ ไม่เคยดูหนังที่ต้องสบถออกมากลางโรงมากเท่านี้มาก่อน อารมณ์เหมือนเด็กนิเทศจบใหม่แล้วเสี้ยน ร้อนวิชา อยากทำหนัง แต่ตัวเองความรู้การทำหนังมีแค่หางอึ่ง เหมือนถ่ายกัน 3 วันเสร็จ ตัดต่ออีกวันครึ่งเสร็จ ดูเหมือนตั้งใจ แต่ก็ยังอ่อนหัด เชื่อว่าดูหนังน้อยไป ดูแต่ทีวีล่ะสิ อารมณ์เหมือนเด็กที่เพิ่งต่อตัวต่อเป็นแล้วข้ามขั้นมาสร้างบ้านเลย มันจะไปรอดได้ยังไง

ข้าเจ้ารู้สึกสงสารวงการหนังไทยเป็นที่สุด เห็นผู้กำกับออกมาบอกให้ช่วยกันอุดหนุนหนังไทยหน่อย แต่ดูหนังไทยแต่ละเรื่องสิ ทำออกมาได้ไม่ให้เกียรติคนดูเลย คิดว่าคนดูโง่มากหรือยังไง ทำไมไม่ใส่ใจรายละเอียดหรือบทกันให้มากกว่านี้หน่อย เอาแต่เน้นโปรโมตกับการตลาดหีแตดอะไรก็ไม่รู้น่ารำคาญ เมื่อไหร่วงการหนังไทยจะกลับไปดีเหมือนก่อนได้อีกครั้งหนอ เป็นคำถามที่ยังไงก็คงไม่ได้คำตอบอยู่ดี

Skull Registration No. 0038

Comment

Comment:

Tweet